★ 005 Nobody

posted on 11 Dec 2010 21:34 by sciyunsica2u
 
111210
 
รู้สึกเหมือนตอนที่ป่วยตอนปีสามเลย พอบอกแม่ แม่ก็คิดแค่ว่า คงไม่เป็นอะไรมาก สุดท้ายก็ต้องนั่งรถไปให้หมอมันถากถางเอาทั้งที่ปวดหัวจะระเบิด ตัวร้อนเป็นไฟ ไข้ขึ้นจนเกือบช็อค ทั้งที่แม่มาทำธุระของโรงเรียนที่บ้านโป่ง กว่าทรายจะถึงมือหมอก็ปาไปบ่ายสามกว่า พอแม่มาเห็นสภาพ นอนโรงพพยาบาล แม่ถึงได้รู้ว่าเป็นหนัก อีกทีเมื่อเทอมที่แล้ว ที่ท้องเสียจนซูบ ข้าวปลาไม่ได้กิน ก็บอกแม่ว่าหนูท้องเสีย หนูปวดท้อง หนูมีไข้ แม่ก็ได้แต่บอกว่า หายากินสิ ปล่อยให้ป่วยทำไม กลับถึงบ้านแม่ก็ไม่พูดอะไร แต่แม่บอกกับคนอื่นว่าทรายทั้งซูบ ทั้งซีด ตาก็โบ๋ ใต้ตาก็ดำ อิดโรย...ทำไมแม่ต้องบอกคนอื่น แต่แม่ไม่เคยถามเลยว่าหนูเป็นไงบ้าง พอแม่เห็นเองแม่ถึงจะรู้ว่าหนูแย่
 
ตอนนี้เจ็บขาพับด้านในมากก็บอกแม่หลายวันแล้ว พอบอกแม่ แม่ก็บอกว่า หายามานวดสิ พอบอกเพื่อน เพื่อนก็บอกโรคคนแก่ จริงๆ ถ้าเป็นตอนอารมณ์ดีๆ ไม่เจ็บป่วยก็คงจะขำ แต่ตอนเจ็บแบบนี้ มันรู้สึกแย่ว่ะ..มันรู้สึกต่อไปอีกว่า อื้ม..ถ้าตอนนี้เป็นโรคคนแก่ อีก 5 ปี ก็ลากันตรงนี้เลยแล้วกัน พออธิบายให้มันฟัง มันก็บอกว่าแกเป็นตะคริวรึป่าว..เกิดมาจนป่านนี้เคยเป็นตะคริวมาแล้วไม่รู้กี่ที ทำไมจะไม่รู้ว่ามันไม่ใช่ กูโง่ขนาดนั้นเลยงั้นสินะ แม่งดราม่าว่ะ...
 
แม่โทรมา บอกว่าแม่ไปทำโน้นนี้มา เปลี่ยนโน้นนี่รถ อย่างงั้นอย่างงี้ เท่านั้นเท่านี้ แต่แม่ไม่เคยใส่ใจเลยว่าทรายเคยบอกแม่ว่า รถทรายแบตมันเสื่อมนะ ไฟเลี้ยวมันไม่ค่อยติดแล้ว..วันนี้แม่ไปหาหมอมา เคยบอกแม่ว่า แม่ซื้อครีมให้หนูด้วย แต่ของแม่ครบ ของหนูไม่เคยได้ ต้องไปขอแบ่งของแม่มาใช้ แล้วแม่ก็บ่นว่าใช้เปลือง แม่ก็บ่นว่า เจ็บขาไม่โทรบอกแม่ล่ะ วันนี้แม่เพิ่งไปราชบุรีมา หนูจำได้ว่าหนูโทรบอกแม่แล้วเมื่อวาน แล้วหนูก็เจ็บมากวันนี้ หนูจะยืดขาไม่ได้อยู่แล้ว แล้วแม่เคยโทรมาบอกหนุก่อนบ้างมั้ยว่าแม่จะไปไหน แม่ไปไหนแม่ไม่เคยบอกหนูเลย..หนูเจ็บอยู่กลายเป็นว่าหนูผิด ที่ไม่บอกแม่ มาถึงตอนนี้เจ็บตัวมันไม่เท่าไหร่ แต่เจ็บหัวใจมากกว่า ทุกครั้งที่รู้สึกว่าเจ็บจากอะไรสักอย่าง คิดอยู่เสมอว่าไม่ว่ายังไงคนสุดท้ายที่จะยังอยู่เคียงข้างหนูเสมอไม่ว่าหนูจะเป็นยังไง ต่อให้โดนคนอื่นทำร้ายมาแค่ไหน แค่หนูคิดว่าแม่ยังอยู่ข้างหนู หนูก็อุ่นใจ แต่ตอนนี้มันไม่มีอะไรที่ทำให้หนูอุ่นใจเลยสักอย่าง..
 
เพิ่งรู้ตัวตอนที่น้ำตามันไหลไม่หยุดนี่แหละว่า..มันหลายเรื่องทับถมกันมากขนาดนี้ วันนี้เจ็บขา แต่ยังเดินไปซื้อข้าวกินได้ เดินมาไม่ทันลิฟต์แค่นั้นก็รู้สึกแย่ นาทีนั้น อะไรๆก็เวิ้งว้างเดียวดายไปหมด หลายเรื่อง หลายเหตุ หลายปัจจัย เพราะอารมณ์อ่อนไหวง่ายเกินไปด้วยช่วงนี้...
 
อาจจะเป็นเพราะไม่เคยอ่อนแอให้แม่เห็น แม่เลยรู้สึกว่าไม่ต้องห่วงมากนัก บางเรื่องหนูก็อยากให้แม่แสดงความห่วงใยให้หนูเห็นบ้าง บางทีหนูก็ท้อแท้สิ้นหวัง หนูอยากทำอย่างที่แม่ต้องการทุกเรื่อง หนูไม่อยากให้แม่เป็นกังวล แต่หนูก็อยากรู้สึกว่าแม่ห่วงหนูบ้างก็เท่านั้นเอง ชีวิตหนูโตมาแทบจะด้วยมือแม่แค่คนเดียว แม่เป็นคนสุดท้ายที่จะไม่ทอดทิ้งหนู และอยู่ในที่ที่จะมองเห็นได้ง่ายที่สุด หนูร้องไห้จนตาบวมในตอนนี้ เหตุผลเดียวก็แค่แม่เท่านั้นแหละ
 
มีหลายสิ่งหลายอย่าง หลายความรู้สึกที่มันอธิบายไม่ได้ พอร้องไห้ออกไปมันก็ผ่อนคลายขึ้น ดีขึ้น..สิ่งที่หวังต่อไปคืออยากให้ไม่เจ็บขา ไม่ชอบป่วย ไม่ชอบทำอะไรไม่ถนัด และไม่อยากพึ่งคนอื่น ถ้ามันไม่จำเป็น..คนอื่น ยังไงก็เป็นคนอื่น ไม่มีใครในโลกที่จะดีกับเราได้ตลอดเวลา วันนี้ถ้าไม่น้อยใจแม่ก็คงไม่ร้องไห้หรอก เหมือนที่ผ่านๆมาแหละ เข้าใจ และรู้ซึ้งถึงสิ่งที่เป็นไปบนโลกได้เป็นอย่างดี คนเราเกิดมาไม่เ่ท่ากัน ไม่ได้มีใครรู้ใจใคร และพร้อมจะทำเพื่อกันได้ทุกเรื่อง..จบเถอะ ดราม่าจนตาปูดแล้ว...๕๕๕๕
 
ใครผ่านมาอ่าน ถ้าไม่ประสงค์จะคอมเม้นอะไรก็ไม่ต้องสงสาร สมเพช หรืออยากจะมาเอาใจใส่อะไร ไม่ต้องนะ มันผ่านไปแล้ว เรื่องที่ผ่านแล้วก็ให้มันผ่านไป น้ำตามันไหลไปแล้ว มันไม่ไหลย้อน ความรู้สึกมันรู้สึกไปแล้วมันก้ไม่กลับคืนเช่นกัน แค่รอวันที่มันจะลบเลือนไปตามกาลเวลาเท่านั้นเอง..ขอบคุณพี่พู่ น้องแอ้มที่แวะมาเม้น มาให้กำลังใจกันบ่อยๆ ขอบคุณนะคะ^^
 
อิกอย่างนึงคือ..อยู่ๆก็เปิดไปเจอ..เรื่องดราม่าอิกเรื่องหายเป็นปลิดทิ้ง เข้าใจและประสงค์ที่จะทำใจแล้ว ณ จุดนี้
 
เราเสี่ยงต่อการ "ร้องไห้" เมื่อเราปล่อยให้ตัวเองสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมา [Le petit prince]
 
การลงทุนมาพร้อมความเสี่ยง..ชีวิตคนเรามันก็เหมือนเหรียญ มี 2 ด้าน 50 50 อยู่แล้ว..เสี่ยงไปก็ไม่เสียหาย อย่างน้อยหลังการเสี่ยงก็ทำให้รู้ว่าเราเคยได้ลอง..ชีวิตมันก้แค่นี้ล่ะ ลงทุนหัวใจก็เสี่ยงที่จะไม่ได้หัวใจ แต่ทราย ณ ตอนนี้ ถอนการลงทุนค่ะ ๕๕๕๕๕ มีแววว่าจะล้มละลายตั้งแต่ยังไม่เริ่มเสี่ยง ก๊ากกก..เอาเถอะ เด๋วก็มีมาให้ลงทุน ท้าความเสี่ยงกันอีกเยอะ...แลหัวข้อย่อยนี้จะไม่เกี่ยวกับเอนทรี่ใหญ่เท่าไหร่...แต่ที่มามันก็เกี่ยวโยงกันมาเล้กน้อยล่ะนะ ๕๕๕๕
 
พอละ..ปวดตา ตาบูดเป็นนกกระปูดเลย..สบายใจขึ้นแล้วล่ะ ฮี่ ๆ
เมื่อกี้รู้สึกเหมือนตัวเองจะเป็นบ้า..พยายามทำอย่างที่เคยทำเวลาจะร้องไห้ หรืออึดอัด จะหาไรบันเทิงดู ดูทีวี ดูรูปสิก้า นั่นนี่ ขนาดเพิ่งหัวเราะคุณลมไป พอตัดโฆษณาทรายก็น้ำตาไหลอีก ตลกมาก ณ จุดนั้น ๕๕๕๕
 
พอจริงๆละ ก๊ากกกก~~~

★ 004 New way (but the same)

posted on 20 Nov 2010 18:36 by sciyunsica2u
 
 
201110

 

 ตอนนี้ได้ทำการย้ายเอกแบบจริงๆ จัง ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเอกนั้นก็คือเอกเดิมที่ผละหนีไปเมื่อตอนขึ้นปีสอง สุดท้ายก็ไปไม่รอด กลับสู่เส้นทางเดิมจนได้ จริงๆก็เริ่มคิดตั้งแต่ขึ้นปี 4 แระ แต่ยังอยากสู้ต่อ อยู่มาจนคุ้นเคย จะติดแค่อิตัวนี้ตัวเดียวก็อาจจะไม่ พอสุดท้ายก็ไปไม่ไหวอยู่ดี สอบเสร็จก็คิดเลยว่า คงจะต้องหาทางใหม่ ถ้าทางมันตันเดินต่อไปไม่ไหวก็ต้องหยุด แล้วเลือกทางใหม่ แล้วก็เป็นรงเดิม ก่อนหน้านี้คิดอยู่อย่างนึงว่า ย้ายมาก็ต้องทนอาย ตอนแรกก็ไม่อยาก แต่สุดท้ายมันไม่มีทางเลือกจริงๆ มันก็ต้องทำ แต่พอย้ายมาก็พบว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิดหรอก ยังมีคนอีกมากมายที่มีปัญหาคล้ายเรา บางคนหนักกว่าเราเสียด้วยซ้ำ ถ้ามัวอายอยู่ก็จะไม่จบ ถ้าไม่จบมันจะยิ่งน่าอายกว่า เพื่อนก็หาเอาข้างหน้า ถ้ามีคนที่ไม่ชอบอยู่ตรงนั้น ก็คิดซะว่ามันเป็นอากาศธาตุ ว่างเปล่าไปซะ เด๋วเราก็อยู่ได้ พยายามบอกตัวเองแบบนี้ก่อนย้ายไป แต่จริงๆมันดีกว่านั้นมากอ่ะ
 

 
รู้สึกว่าดีกว่านั้นมาก ณ จุดนี้ไม่มีใครมานั่งมองใคร ต่างคนต่างทำหน้าที่ตัวเอง ไม่เบียดเบียนใคร พอจะช่วยเหลือกันได้ก็ช่วย รู้สึกดีกว่าเอกเดิมมาก ๆ แถมวิชาเรียนก็โอเค คืออาจจะไม่ถึงกับชอบมาก แต่พอลองเรียนแล้วก็ถามตัวเองว่าพอไหวมั้ย ก็รู้สึกว่าเออ ถึงจะไม่ได้ฉลาดมากอย่างใครๆ แต่ก็ตอบได้ว่ายังไงก็เรียนไหว ทนได้ มาถึงจุดนี้แล้ว ความรู้สึกมันแตกต่างกันมากมายอ่ะ กับตัวเรียนแต่ละตัว เรียนไปครบ 3 อาทิตย์แล้วก็รู้สึกว่ายิ่งแตกต่าง ยิ่งเรียน ยิ่งรู้สึกดี พอรู้สึกดี เราก็มีกำลังใจ พอเรียนรู้เรื่องเราก็อยากจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทบทวน อยากจะทำโน้ตย่อด้วยตัวเอง อะไรที่เคยบอกว่าเอาไว้ก่อน ๆ ก็หยิบขึ้นมาทำ...มันดีขึ้นจริงๆ
 

 
หลายๆครั้งมันก็มีเหนื่อยบ้าง แต่ก็บอกตัวเองให้เข้มแข็ง กระตุ้นตัวเองเสมอ ถ้ารู้สึกท้อแท้ จะไม่ปล่อยให้ตัวเองรู้สึกไม่มีกำลังใจนาน เพราะถ้าเราจมอยู่กับอะไรนาน ๆ สิ่งนั้นจะกลายเป็นความเคยชิน และติดตัวเราไปตลอด ซึ่งมันจะแก้ไข้ได้ยาก เชื่อว่าทุกคนเป็น อะไรที่ง่ายๆ สบาย ๆ เราก็จะชอบแบบนั้น แต่อะไรที่มันทำยาก เช่น ระเบียบวินัย ต่อให้เราทำมานาน แล้วหลุดแค่วันสองวัน ไอ้วันสองวันนั่นแหละ จะทำให้ทุกอย่างที่ฝึกมาพังทลาย เพราะฉะนั้น ต้องทำมันทุกวัน ๆ ทำไปเรื่อย ๆ อ่านหนังสือทุกวัน เขียนโน้ตเตือนตัวเองทุกวัน ๆ ถ้าวันไหนอยากพักผ่อนก็พักไปเลย แล้วก็กลับมาลุยต่อ
 

 
เหนือสิ่งอื่นใด อยากให้ตัวเองเข้มแข็งแบบนี้ไปตลอด ไม่อยากให้มีแค่ตอนเริ่มต้น พอปลายแผ่วทุกอย่างก็เสียเปล่า เหมือนนักวิ่ง ตอนออกตัวล่ะนำโด่ง แต่พออิกนิดจะเข้าเส้นชัยแล้วก็แรงแผ่ว สุดท้ายก็ไม่ได้แตะต้องชัยชนะเสียที วางแผนอะไรก็ทำตามนั้นให้ได้ อย่างน้อยๆก็ต้องให้ตัวเองรูสึกถึงความพยายาม ไม่ใช่อยู่เฉยๆแล้วไม่ทำอะไรเลย พอถึงเวลาแล้วก็มานั่งเสียใจ มันไม่ถูก
 

 
นึกย้อนกลับไปตอนเลือกเอก สอบสัมภาษณ์เลย อาจารย์เขาอุตส่าห์เลือกที่ที่เหมาะกับตัวเราแล้ว ยังกระแดะไปอยู่เอกที่เขาไม่ให้อยู่ ก็สมควรแล้วล่ะ วันก่อนขึ้นลิฟท์ไปพร้อมแก กี่ปีแล้วล่ะจากตอนนั้น 5 ปี ได้แล้ว..พอเห็นอาจารย์แกแล้วก็ได้แต่ปลงสังเวช แล้วก็นึกสงสารตัวเองอยู่เหมือนกัน ทั้งชีวิตที่เติบโต แลวก็เรียนรู้กับโลกใบนี้มา ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะบอกกับตัวเองว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะไม่ทำแบบนี้  เพราะคิดเสมอว่า ถ้าเราเลือกทางไหนแล้ว เราจะต้องทำมันให้สำเร็จ ไม่ว่ายังไงก็ตาม เพราะคิดว่า ถึงเราจะย้อนเวลากลับไปได้จริง จะแน่ใจได้ยังไงว่าทางที่เราไม่ได้เลือกในตอนนั้น มันดีกว่าตอนนี้ ก้ในเมื่อเรายังไม่เคยเดินไปเลย แล้วทำไมตอนนั้นเราถึงไปเลือกทางนั้นไปตั้งแต่แรก ถ้ารู้ว่ามันดีกว่า จริงมั้ย...
 

 
แต่พอมาถึงตอนนี้ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า "ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ตอนนั้นไม่น่าย้ายเอกเลย" ถ้าไม่ย้ายไป 4 ปีในการเรียนตรีก็จะเป็นของเรา ไม่ต้องมานั่งผลาญตังค์แม่เกินไปอีก 2 ปีแบบนี้ แต่ตอนนี้ก็มีเรื่องมาให้เครียดได้อีกจนได้ เมื่อพอเปลี่ยนหลักสูตรแล้วเราก็จะเช็คความถูกต้องของตัวที่เราต้องเก็บได้แล้ว พบว่า แคลคูลัสที่เรียนไป แทน แมทฟอร์ไบโอได้ แต่ออแกนิค 1 และ 2 ที่กูฟาดฟันผ่านมาด้วยความเหนื่อยยาก กลับแทน ออแกนิคธรรมดาของไบโอไม่ได้ ที่เครียดก็คือ ณ จุดนี้ไม่อยากกลับไปเรียนอะไรของภาคนั้นอีกแล้ว ไม่อยากอีกต่อไปแล้ว ขีดเส้นใต้ T^T พอเห็นนะ น้ำตาแทบไหล แต่ก็ยังบอกกับตัวเองว่า เด๋วไปถามอาจารย์ แต่พอส้มมาบอกว่าต้องลง แทบอยากจะวิ่งเอาหัวพุ่งชนกำแพงให้มันตายไปซะให้รู้แล้วรู้รอด เลคเชอร์พอทนได้ แต่แลปไม่ทนแน่ ๆ ม่ายยยยยยยยยยยย...ความง่ายขึ้นของวิชานี้ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในความเครียดนี้ ประเด็นคือ ไม่อยากเรียนแล้วววววววววว..ไม่อยากเรียนวิชานี้อีกต่อไปแล้ว!!!!
 

 
ยังไม่หมดแค่นี้ค่ะ 612452 Food Chemistry Analysis II ซึ่งระบุไว้ว่าเป็นตัวเลือกใน 18 หน่วยที่ต้องเก็บ แต่ตรวจสอบจบไม่ขึ้นให้ค่ะ   เฮ้อออ..เรื่องเครียดเริ่มมาเรื่อย ๆ กำลังใจที่แพคไว้เริ่มถูกทำลาย

 
ไม่เป็นไร ยังไงมันต้องมีทาง...สู้ๆ ทรายสู้ๆ ให้กำลังใจตัวเองไว้ จะได้มีแรง ^____^

 
ลาไปด้วยสิก้าเช่นเดิม

 

 
หน้าสวยมาก..ชอบปากน้องที่สุด บาง..เซ็กซี่ >///<